<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>NavakovartVinaya</title>
	<atom:link href="http://navakovartvinaya.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://navakovartvinaya.com</link>
	<description>วินัยบัญญัตติ - นักธรรมชั้นตรี</description>
	<lastBuildDate>Sun, 22 May 2011 12:36:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.5</generator>
		<item>
		<title>กัณฑ์ที่ ๘ ปาฏิเทสนียะ ๔</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/7/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%98-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b0-%e0%b9%94.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/7/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%98-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b0-%e0%b9%94.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 10:58:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[กัณฑ์ที่ ๘ ปาฏิเทสนียะ ๔ ความหมาย ปาฏิเทสนียะ แปลว่า อาบัติที่ต้องแสดงคืน เป็นเชื่อของอาบัติที่ภิกษุต้องเข้าแล้ว จะต้องแสดงคืน จัดเป็นลหุกาบัติ มีโทษเบา เป็นสเตกิจฉา สามารถแก้ไขได้ด้วยการแสดง อาบัติต่อหน้าภิกษุอื่น มีทั้งหมด ๔ สิกขาบท ดังนี้ ๑. ภิกษุรับของเคี้ยวของฉันแต่มือนางภิกษุณี ผู้ไม่ใช่ญาติ ด้วยมือของตนมา บริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ ของเคี้ยว ได้แก่ ของที่จัดเป็นยามกาลิก สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก ภิกษุรับประเคนไว้ ด้วยตั้งใจว่าจะฉัน เป็นทุกกฏ ฉันเข้าไปเป็นปาฏิเทสนียะทุก ๆ คำกลืน สิกขาบทนี้ทรงบัญญัติไว้เพื่อไม่ให้ภิกษุเบียดเบียนนางภิกษุณีผู้มีลาภน้อย ห้ามเฉพาะ การรับจากมือโดยตรง ถ้านางภิกษุณีใช้ให้ผู้อื่นถวาย รับได้ ไม่เป็นอาบัติ ๒. ภิกษุฉันอยู่ในที่นิมนต์ ถ้ามีนางภิกษุณีมาสั่งทายกให้เอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาถวาย เธอพึงไล่นางภิกษุณีนั้นให้ถอยออกไปเสียถ้าไม่ไล่ ต้องปาฏิเทสนียะ สิกขาบทนี้ทรงบัญญัติเพื่อป้องกันไม่ให้ภิกษุถูกตำหนิ เพราะการที่นางภิกษุณีทำตัว เจ้ากี้เจ้าการให้ทายกถวายของอย่างนั้นอย่างนี้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมจะทำให้คนมองไม่ดี และเข้าใจผิดว่าภิกษุกับนางภิกษุณีมีอะไรกันแบบชู้สาว ๓. ภิกษุไม่เป็นไข้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://navakovartvinaya.com/wp-content/uploads/2011/05/original_par.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-9" src="http://navakovartvinaya.com/wp-content/uploads/2011/05/original_par-249x300.jpg" alt="" width="249" height="300" /></a></p>
<p><strong>กัณฑ์ที่ ๘ ปาฏิเทสนียะ ๔</strong><br />
ความหมาย<br />
ปาฏิเทสนียะ แปลว่า อาบัติที่ต้องแสดงคืน เป็นเชื่อของอาบัติที่ภิกษุต้องเข้าแล้ว<br />
จะต้องแสดงคืน จัดเป็นลหุกาบัติ มีโทษเบา เป็นสเตกิจฉา สามารถแก้ไขได้ด้วยการแสดง<br />
อาบัติต่อหน้าภิกษุอื่น มีทั้งหมด ๔ สิกขาบท ดังนี้<br />
๑. ภิกษุรับของเคี้ยวของฉันแต่มือนางภิกษุณี ผู้ไม่ใช่ญาติ ด้วยมือของตนมา<br />
บริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ<br />
ของเคี้ยว ได้แก่ ของที่จัดเป็นยามกาลิก สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก ภิกษุรับประเคนไว้<br />
ด้วยตั้งใจว่าจะฉัน เป็นทุกกฏ ฉันเข้าไปเป็นปาฏิเทสนียะทุก ๆ คำกลืน<br />
สิกขาบทนี้ทรงบัญญัติไว้เพื่อไม่ให้ภิกษุเบียดเบียนนางภิกษุณีผู้มีลาภน้อย ห้ามเฉพาะ</p>
<p><span id="more-7"></span><br />
การรับจากมือโดยตรง ถ้านางภิกษุณีใช้ให้ผู้อื่นถวาย รับได้ ไม่เป็นอาบัติ<br />
๒. ภิกษุฉันอยู่ในที่นิมนต์ ถ้ามีนางภิกษุณีมาสั่งทายกให้เอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาถวาย<br />
เธอพึงไล่นางภิกษุณีนั้นให้ถอยออกไปเสียถ้าไม่ไล่ ต้องปาฏิเทสนียะ<br />
สิกขาบทนี้ทรงบัญญัติเพื่อป้องกันไม่ให้ภิกษุถูกตำหนิ เพราะการที่นางภิกษุณีทำตัว<br />
เจ้ากี้เจ้าการให้ทายกถวายของอย่างนั้นอย่างนี้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมจะทำให้คนมองไม่ดี<br />
และเข้าใจผิดว่าภิกษุกับนางภิกษุณีมีอะไรกันแบบชู้สาว<br />
๓. ภิกษุไม่เป็นไข้ เขาไม่ได้นิมนต์ รับของเคี้ยวของฉันในสกุลที่สงฆ์สมมติ<br />
(ยอมรับร่วมกัน) ว่าเป็นเสขะ มาบริโภค (ฉัน) ต้องปาฏิเทสนียะ<br />
ตระกูลที่ได้รับสมมติว่า เสขะ ท่านหมายเอาตระกูลที่มีศรัทธามาก แต่บริจาค<br />
ทรัพย์ทำบุญหมดสิ้น ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจยากจน ได้รับความลำบากในการกิน การอยู่<br />
ตระกูลเช่นนี้ทรงบัญญัติห้ามภิกษุบิณฑบาต เว้นไว้แต่เขานิมนต์หรือภิกษุอาพาธ รับได้<br />
เพราะไม่ต้องการให้เบียดเบียนเขาให้ลำบากซ้ำลงไปอีก</p>
<p>๔. ภิกษุอยู่ในเสนาสนะป่าเป็นที่เปลี่ยว ไม่เป็นไข้ รับของเคี้ยวของฉันที่ทายก<br />
ไม่ได้แจ้งความให้ทราบก่อนด้วยมือของตนมาบริโภค (ฉัน) ต้องปาฏิเทสนียะ<br />
สิกขาบทนี้ทรงบัญญัติไว้เพื่อความปลอดภัยของภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะป่า เพราะภิกษุ<br />
รับของเคี้ยวของฉันมา อาจถูกโจรแย่งชิงเอาของที่เขาทำบุญไปเสีย และโจรอาจทำร้ายภิกษุก็ได้<br />
แต่ถ้าทายกบอกล่วงหน้ารับได้ เพราะเขาจะได้เตรียมการป้องกันให้แก่ภิกษุ ไม่ให้ได้รับอันตราย<br />
จากโจร</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/7/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%98-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b0-%e0%b9%94.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กัณฑ์ที่ ๙ เสขิยวัตร ๗๕</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/11/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b9%97%e0%b9%95.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/11/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b9%97%e0%b9%95.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 11:02:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[กัณฑ์ที่ ๙ เสขิยวัตร ๗๕ ความหมาย เสขิยวัตร คือ วัตรหรือข้อปฏิบัติที่ภิกษุจะต้องศึกษา ถือเป็นธรรมเนียมสำหรับ ฝึกฝนกิริยามารยาทของภิกษุ ให้ดูเรียบร้อยงดงาม สมกับภาวะของสมณะ ยังความเลื่อมใส ให้เกิดแก่ผู้พบเห็น ไม่เป็นชื่อของอาบัติ แต่ปรับอาบัติทุกกฎแก่ผู้ไม่ปฏิบัติตามในทุก ๆ สิกขาบท เว้นแต่ไม่ได้ตั้งใจ เผลอ ไม่รู้ตัว และอาพาธหนัก ไม่อาจทำกิจวัตรได้ มีทั้งหมด ๗๕ สิกขาบท แบ่งเป็น ๔ หมวดดังนี้ หมวดที่ ๑ ชื่อว่า สารูปะ ว่าด้วยกิริยามารยาที่ควรประพฤติในเวลาเข้าไปใน หมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่การนุ่งห่ม การสำรวมระวังอิริยาบถ การพูดคุย ให้อยู่ในอาการที่เหมาะสม มี ๒๖ สิกขาบท หมวดที่ ๒ ชื่อว่า โภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยกิริยามารยาทที่ควรประพฤติในการรับ บิณฑบาต และการฉันภัตตาหาร มี ๓๐ สิกขาบท หมวดที่ ๓ ชื่อว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กัณฑ์ที่ ๙ เสขิยวัตร ๗๕</strong><br />
ความหมาย<br />
เสขิยวัตร คือ วัตรหรือข้อปฏิบัติที่ภิกษุจะต้องศึกษา ถือเป็นธรรมเนียมสำหรับ<br />
ฝึกฝนกิริยามารยาทของภิกษุ ให้ดูเรียบร้อยงดงาม สมกับภาวะของสมณะ ยังความเลื่อมใส<br />
ให้เกิดแก่ผู้พบเห็น ไม่เป็นชื่อของอาบัติ แต่ปรับอาบัติทุกกฎแก่ผู้ไม่ปฏิบัติตามในทุก ๆ สิกขาบท<br />
เว้นแต่ไม่ได้ตั้งใจ เผลอ ไม่รู้ตัว และอาพาธหนัก ไม่อาจทำกิจวัตรได้ มีทั้งหมด ๗๕ สิกขาบท<br />
แบ่งเป็น ๔ หมวดดังนี้<br />
หมวดที่ ๑ ชื่อว่า สารูปะ ว่าด้วยกิริยามารยาที่ควรประพฤติในเวลาเข้าไปใน<br />
หมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่การนุ่งห่ม การสำรวมระวังอิริยาบถ การพูดคุย ให้อยู่ในอาการที่เหมาะสม<br />
มี ๒๖ สิกขาบท<br />
หมวดที่ ๒ ชื่อว่า โภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยกิริยามารยาทที่ควรประพฤติในการรับ<br />
บิณฑบาต และการฉันภัตตาหาร มี ๓๐ สิกขาบท<br />
หมวดที่ ๓ ชื่อว่า ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ว่าด้วยกิริยามารยาทในการแสดงธรรม<br />
แก่ผู้อื่น มี ๑๖ สิกขาบท<br />
หมวดที่ ๔ ชื่อว่า ปกิณณกะ ว่าด้วยกิริยามารยาท ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ</p>
<p><span id="more-11"></span><br />
และบ้วนน้ำลาย มี ๓ สิกขาบท<br />
เสขิยวัตรทั้ง ๗๕ สิกขาบทนี้ ทรงกำหนดให้สามเณรศึกษาและปฏิบัติตามด้วย<br />
หมวดที่ ๑ สารูป ว่าด้วยข้อประพฤติในเวลาเข้าบ้าน<br />
ในสารูปหมวดที่ ๑ มีทั้งหมด ๒๖ สิกขาบท จัดเป็นคู่ ๆ ได้ ๑๓ คู่ ดังนี้<br />
คู่ที่ ๑ (๑ – ๒) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักนุ่งห่มให้เรียบร้อย ไป – นั่ง<br />
ในบ้าน<br />
นุ่งให้เรียบร้อย ได้แก่ นุ่งสบงให้ได้ปริมณฑล เบื้องบนสูงเพียงเอวให้ปิดสะดือ<br />
ชายเบื้องล่างให้อยู่ระดับประมาณครึ่งแข้ง<br />
ห่มให้เรียบร้อย ได้แก่ ห่มจีวรให้ได้ปริมณฑล ทำมุมผ้าทั้ง ๒ ให้เสมอกัน ไม่<br />
ปล่อยให้ผ้าเลื้อยหน้าเลื้อยหลัง<br />
ธรรมเนียมในปัจจุบัน ถ้าอยู่ในบริเวณวัด ให้ห่มเฉวียงบ่า โดยปิดบ่าและแขนซ้าย<br />
เปิดบ่าข้างขวา</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/11/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b9%97%e0%b9%95.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กัณฑ์ที่ ๙ เสขิยวัตร ๗๕ (ต่อ)</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/14/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b9%97%e0%b9%95-%e0%b8%95.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/14/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b9%97%e0%b9%95-%e0%b8%95.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 11:23:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=14</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าออกนอกวัด ให้ห่มคลุมปิดบ่าและแขนทั้ง ๒ ข้าง สูงปิดหลุมคอ ชายอยู่ระหว่าง ครึ่งแข้ง คู่ที่ ๒ (๓ – ๔) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักปิดกายด้วยดี ไป – นั่ง ในบ้าน เมื่อนุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว เวลายืน เดิน นั่งในบ้านต้องระมัดระวัง อย่าให้ผ้าเลื่อนลง ต้องคอยซักปกปิดอวัยวะที่กำหนดให้ปิด คู่ที่ ๓ (๕ – ๖) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจัดระวังมือเท้าด้วยดี ไป – นั่ง ในบ้าน คือ ห้ามเล่นมือ เล่นเท้าขณะอยู่ในบ้าน เช่น กระดิกมือ กระดิกเท้าเล่น เป็นต้น ซึ่งส่อให้เห็นการไม่สำรวม ใช้มือและเท้าทำอย่างอื่น ไม่ใช่เพื่อเล่น ท่านอนุญาต คู่ที่ ๔ (๗ – ๘) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลง ไป – [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าออกนอกวัด ให้ห่มคลุมปิดบ่าและแขนทั้ง ๒ ข้าง สูงปิดหลุมคอ ชายอยู่ระหว่าง<br />
ครึ่งแข้ง<br />
คู่ที่ ๒ (๓ – ๔) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักปิดกายด้วยดี ไป – นั่ง ในบ้าน<br />
เมื่อนุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว เวลายืน เดิน นั่งในบ้านต้องระมัดระวัง อย่าให้ผ้าเลื่อนลง<br />
ต้องคอยซักปกปิดอวัยวะที่กำหนดให้ปิด<br />
คู่ที่ ๓ (๕ – ๖) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจัดระวังมือเท้าด้วยดี ไป – นั่ง ในบ้าน<br />
คือ ห้ามเล่นมือ เล่นเท้าขณะอยู่ในบ้าน เช่น กระดิกมือ กระดิกเท้าเล่น เป็นต้น<br />
ซึ่งส่อให้เห็นการไม่สำรวม ใช้มือและเท้าทำอย่างอื่น ไม่ใช่เพื่อเล่น ท่านอนุญาต<br />
คู่ที่ ๔ (๗ – ๘) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลง ไป – นั่ง ในบ้าน<br />
คือ ทอดสายตาต่ำลงห่างตัวประมาณหนึ่งวา มิให้สอดส่ายสายตาหันมองโน่นมองนี่<br />
เหมือนขโมย ซึ่งไม่เหมาะกับกิริยาของผู้สำรวม<br />
คู่ที่ ๕ (๙ – ๑๐) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เวิกผ้า ไป &#8211; นั่ง ในบ้าน<br />
การเวิกผ้า คือการถกชายจีวรขึ้นพาดบ่า เปิดให้เห็นสีข้างดูไม่งาม<br />
คู่ที่ ๖ (๑๑ – ๑๒) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่หัวเราะ ไป – นั่ง ในบ้าน<br />
การหัวเราะเฮฮา หรือการกระซิกกระซี้เพื่อให้ครื้นเครงเป็นการเสียสังวร<br />
คู่ที่ ๗ (๑๓ – ๑๔) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่พูดเสียงดัง ไป &#8211; นั่ง ในบ้าน<br />
พูดเสียงปกติธรรมดา คือ นั่งห่างกัน ๖ ศอก ได้ยินชัดเจนไม่ให้เปล่งเสียงดังหรือตะโกน<br />
พูดไมค์ออกเสียงเพื่อแสดงธรรมไม่ผิด<br />
คู่ที่ ๘ (๑๕ – ๑๖) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โคลงกาย ไป – นั่ง ในบ้าน<br />
ห้ามไม่ให้โคลงกายไปมา เวลาเดิน ยืน หรือนั่ง ต้องตั้งตัวให้ตรง แต่มิใช่นั่งเบ่งตัว<br />
เพื่ออวดตัวเอง</p>
<p><span id="more-14"></span><br />
คู่ที่ ๙ (๑๗ – ๑๘) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ไกวแขน ไป &#8211; นั่ง ในบ้าน<br />
ห้ามกางแขนออกแกว่งไกว เพื่อแสดงตนให้ดูดี หรือเพื่อแสดงลีลานวยนาด ให้ห้อย<br />
แขนแนบลำตัวตามปกติ ถ้ากางแขนออกเพราะจำเป็น ไม่ต้องอาบัติ<br />
คู่ที่ ๑๐ (๑๙ – ๒๐) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่สั่นศีรษะ ไป &#8211; นั่ง ในบ้าน<br />
ห้ามไม่ให้เดินหรือนั่งคอพับ เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ต้องตั้งศีรษะให้ตรง การพยักหน้า<br />
ในขณะพูด ก็จัดเป็นการสั่นศีรษะเหมือนกัน<br />
คู่ที่ ๑๑ (๒๑ – ๒๒) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือค้ำกาย ไป – นั่ง<br />
ในบ้าน<br />
ห้ามไม่ให้เอามือเท้าสะเอว ไม่นั่งเท้าแขน ไม่เท้าศอกบนโต๊ะ หรือนั่งค้ำคาง เป็นต้น<br />
เพราะดูไม่งาม</p>
<p>คู่ที่ ๑๒ (๒๓ – ๒๔) ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ ไป &#8211; นั่ง<br />
ในบ้าน<br />
ห้ามไม่ให้เอาผ้าคลุม โพกหรือมัดศีรษะเหมือนฆราวาส<br />
ข้อที่ ๒๕ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เดินกระโหย่งเท้าไปในบ้าน<br />
คือห้ามเดินเขย่งเท้า ทำตัวให้สูง รวมถึงการเดินอย่างอื่น ที่ไม่ใช่การเดินเหยียบ<br />
ตามปกติ เช่น การเดินตะแคงเท้า การเดินลากส้น เป็นต้น<br />
ข้อที่ ๒๖ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน<br />
ห้ามมิให้นั่งยอง ๆ เอามือรัดเข่าหรือเอาผ้ารัดรอบ เพราะดูไม่งาม<br />
ข้อ ๑ – ๒ ต้องถือปฏิบัติทั้งในวัดและในบ้าน ตั้งแต่ข้อ ๓ – ๒๖ ต้องถือปฏิบัติเคร่งครัด<br />
ในบ้าน แต่ถ้าเขาจัดที่พักแรมในบ้านภิกษุจะปฏิบัติตนเหมือนอยู่ในวัดก็ได้</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/14/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b9%97%e0%b9%95-%e0%b8%95.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมวดที่ ๒ โภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยการรับและฉันภัตตาหาร</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/16/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%92-%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%95.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/16/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%92-%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%95.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 12:24:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=16</guid>
		<description><![CDATA[หมวดที่ ๒ โภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยการรับและฉันภัตตาหาร มีทั้งหมด ๓๐ สิกขาบท ดังนี้ คือ ๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ คือ รับบิณฑบาตด้วย ความเต็มใจ ไม่แสดงอาการดูหมิ่นดูแคลน ๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อรับบิณฑบาตเราจักดูแลแต่ในบาตร คือ ในขณะ ที่รับบิณฑบาต ห้ามมองดูหน้าทายก หรือมองไปทางอื่น ให้มองดูแต่ในบาตรเท่านั้น ๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับแกงพอควรแก่ข้าวสุก เวลารับบิณฑบาต ท่าน ห้ามรับแต่รายที่มีกับข้าว โดยผ่านทายกผู้ใส่แต่ข้าวเปล่าไปเสีย และเวลารับกับข้าวก็ให้รับ แต่พอดีกับข้าวสุก รับอาหารมากกว่าข้าว ไม่ควร ๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร ขอบ บาตรนั้น หมายเอาขอบล่างภิกษุรับเอาเกินขอบปากบาตร เพราะโลภเป็นอาบัติ ถ้ารับด้วย อาการรักษาศรัทธา หรือเพื่ออนุเคราะห์ด้วยเมตตา ไม่ถือว่าวผิด ๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ คือ ฉันเพื่อยังชีพให้เป็น อยู่ ไม่แสดงอาการรังเกียจว่าเป็นของที่ไม่ดี ไม่อร่อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หมวดที่ ๒ โภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยการรับและฉันภัตตาหาร</strong><br />
มีทั้งหมด ๓๐ สิกขาบท ดังนี้ คือ<br />
๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ คือ รับบิณฑบาตด้วย<br />
ความเต็มใจ ไม่แสดงอาการดูหมิ่นดูแคลน<br />
๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อรับบิณฑบาตเราจักดูแลแต่ในบาตร คือ ในขณะ<br />
ที่รับบิณฑบาต ห้ามมองดูหน้าทายก หรือมองไปทางอื่น ให้มองดูแต่ในบาตรเท่านั้น<br />
๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับแกงพอควรแก่ข้าวสุก เวลารับบิณฑบาต ท่าน<br />
ห้ามรับแต่รายที่มีกับข้าว โดยผ่านทายกผู้ใส่แต่ข้าวเปล่าไปเสีย และเวลารับกับข้าวก็ให้รับ<br />
แต่พอดีกับข้าวสุก รับอาหารมากกว่าข้าว ไม่ควร<br />
๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร ขอบ<br />
บาตรนั้น หมายเอาขอบล่างภิกษุรับเอาเกินขอบปากบาตร เพราะโลภเป็นอาบัติ ถ้ารับด้วย<br />
อาการรักษาศรัทธา หรือเพื่ออนุเคราะห์ด้วยเมตตา ไม่ถือว่าวผิด<br />
๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ คือ ฉันเพื่อยังชีพให้เป็น<br />
อยู่ ไม่แสดงอาการรังเกียจว่าเป็นของที่ไม่ดี ไม่อร่อย ไม่ชอบ<br />
๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร คือขณะฉัน<br />
ห้ามแลดูสิ่งอื่น เพราะการมองดูโน่นดูนี่ ขณะกำลังเคี้ยวอยู่ในปาก เป็นกิริยาที่ไม่งาม<br />
๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง คือ ห้ามไม่ให้หยิบข้าว<br />
ในที่เดียว จนเป็นหลุมลึกลงไป<br />
๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก คือ ห้ามไม่ให้ฉัน<br />
เฉพาะแกง ให้ฉันข้าวกับอาหารพอ ๆ กัน และไม่ฉันแบบตะกละตะกลาม<br />
๒๖๑</p>
<p>๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันขยุ้มข้าวสุกแต่ยอดลงไป คือ เมื่อมีข้าว<br />
พูน<br />
เป็นยอดต้องเกลี่ยให้เสมอกันแล้วจึงฉัน<br />
๑๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่กลบแกงหรือกับข้าวด้วยข้าวสุก เพราะอยาก<br />
ได้มาก คือ เมื่อไปฉันในกิจนิมนต์ทายกจะคอยอังคาส คือ เติมของฉันถวาย ห้ามมิให้เอา<br />
ข้าวสุกกลบแกง</p>
<p><span id="more-16"></span><br />
๑๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวสุก เพื่อประโยชน์<br />
แก่ตนมาฉัน ถ้าขอกับญาติหรือผู้ปวารณาได้ หรือขอมาให้ภิกษุผู้อาพาธก็ได้เช่นกัน<br />
๑๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ คือ ไม่แล<br />
ดูบาตรของภิกษุสามเณรอื่นด้วยคิดจะตำหนิว่าฉันมาก ฉันมูมมาม เป็นต้น ถ้าแลดูด้วยคิด<br />
จะให้ของฉันที่เขายังไม่มี ควรอยู่<br />
๑๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก ของอย่างอื่นที่ไม่ใช่ข้าว<br />
ก็ห้าม ไม่ให้ทำคำใหญ่ เพราะทำให้ดูไม่งาม<br />
๑๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม คือ ทำให้เป็นคำขนาด<br />
พอดีปาก<br />
๑๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก จักไม่อ้าปากไว้คอยท่า คือ<br />
ไม่ให้อ้าปากไว้ก่อนส่งข้าวเข้าปาก เมื่อยกคำข้าวมาจ่อที่ปากแล้วจึงอ้ารับได้ และขณะที่เคี้ยวอยู่<br />
ห้ามอ้าปาก ให้หุบปากเคี้ยว<br />
๑๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่าเมื่อฉันอยู่ เราจักไม่เอามือสอดเข้าปาก คือ ห้ามเอา<br />
นิ้วมือล้วงเข้าไปในปาก หรือดูดเลียนิ้วมือ เพราะทำให้ดูสกปรก<br />
๑๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อคำข้าวยังอยู่ในปาก เราจักไม่พูด ขณะที่เคี้ยว<br />
อาหารอยู่ ห้ามพูด เพราะจะทำให้เห็นอาหารที่อยู่ในปาก และอาหารอาจร่วงจากปาก ดูน่าเกลียด<br />
๑๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โยนคำข้าวเข้าปาก คือ ไม่โยนคำข้าวแล้ว<br />
อ้าปากรับ เพราะเป็นกิริยาที่ซุกซน<br />
๑๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว กัดของอื่น เช่น ขนมแข็ง<br />
หรือผลไม้ ไม่ห้าม ข้อนี้บัญญัติเพื่อมิให้ฉันมูมมาม<br />
๒๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย ห้ามฉันอมไว้มาก ๆ<br />
จึงเคี้ยว เพราะเวลาเคี้ยวจะทำให้แก้มตุ่ยออกมา ดูไม่งาม<br />
๒๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง ข้อนี้ท่านห้ามสะบัด<br />
มือ เมื่อมีข้าวสุกติดมือให้ล้างด้วยน้ำ<br />
๒๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว คือ ห้ามไม่ให้ทำข้าวหก</p>
<p>ลงในบาตรหรือบนพื้น<br />
๒๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันแลบลิ้น เพราะเป็นกิริยาที่น่าเกลียด<br />
๒๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันดังจับ ๆ<br />
๒๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันดังซูด ๆ ขณะซดน้ำ<br />
๒๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียมือ คือแลบลิ้นเลียอาหารที่ติดมือ<br />
หรือติดซ้อนส้อมเข้าปาก<br />
๒๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันขอดบาตร ข้าวเหลือน้อยไม่พอคำ ห้าม<br />
ไม่ให้ตะล่อมรวมเข้าฉัน<br />
๒๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก หากเปื้อนให้ใช้ผ้าเช็ด หรือ<br />
ใช้น้ำล้าง<br />
๒๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือที่เปื้อนจับภาชนะน้ำ เพราะจะทำให้<br />
ภาชนะเปื้อนไปด้วย<br />
๓๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตร ที่มีเมล็ดข้าวเทในบ้าน<br />
แม้ไม่มีเมล็ดข้าวก็ไม่ควรเท</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/16/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%92-%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%95.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมวดที่ ๓ ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ว่าด้วยการแสดงธรรม</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/19/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%93-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/19/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%93-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 12:27:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=19</guid>
		<description><![CDATA[หมวดที่ ๓ ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ว่าด้วยการแสดงธรรม มี ๑๖ สิกขาบท ดังนี้ ๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีร่มในมือ ๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีไม้พลองในมือ ๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีอาวุธในมือ ๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีศัสตราในมือ ๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้สวมเขียงเท้า คือ สวมรองเท้ามีส้น ๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้สวมรองเท้า ๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้ไปในยาน คือ อยู่ระหว่างเดินทางด้วยยานพาหนะ ถ้านั่งในรถ หรือเรือลำเดียวกัน แสดงได้ แต่ถ้าไม่ได้นั่ง ในยานเดียวกัน ห้ามแสดง ๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้อยู่บนที่นอน ๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งรัดเข่า ๑๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้พันศีรษะ ๑๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้คลุมศีรษะ ๑๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะ ๑๓. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หมวดที่ ๓ ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ว่าด้วยการแสดงธรรม</strong><br />
มี ๑๖ สิกขาบท ดังนี้<br />
๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีร่มในมือ<br />
๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีไม้พลองในมือ<br />
๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีอาวุธในมือ<br />
๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีศัสตราในมือ<br />
๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้สวมเขียงเท้า<br />
คือ สวมรองเท้ามีส้น<br />
๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้สวมรองเท้า<br />
๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้ไปในยาน คือ<br />
อยู่ระหว่างเดินทางด้วยยานพาหนะ ถ้านั่งในรถ หรือเรือลำเดียวกัน แสดงได้ แต่ถ้าไม่ได้นั่ง<br />
ในยานเดียวกัน ห้ามแสดง<br />
๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้อยู่บนที่นอน<br />
๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งรัดเข่า<br />
๑๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้พันศีรษะ<br />
๑๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้คลุมศีรษะ</p>
<p><span id="more-19"></span></p>
<p>๑๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะ<br />
๑๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะสูง<br />
๑๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งอยู่<br />
๑๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้เดินไปข้างหน้า<br />
๑๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้ไปอยู่ในทาง<br />
ทั้ง ๑๖ สิกขาบทนี้ เป็นข้อห้ามไม่ให้ภิกษุแสดงธรรมแก่ผู้ไม่ทำเคารพในพระธรรม<br />
ภิกษุผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ต้องอาบัติทุกกฎในทุกสิกขาบท<br />
หมวดที่ ๔ ปกิณกะ ว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ด<br />
มี ๓ สิกขาบท ดังนี้<br />
๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ<br />
๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ บ้วน<br />
เขฬะ (เสมหะหรือเสลด, น้ำลาย) ลงในของเขียว<br />
ของเขียวในสิกขาบทนี้ ได้แก่ พืช ผัก หญ้า หรือข้าวกล้า เป็นต้น ที่เขาปลูกไว้เพื่อ<br />
นำไปใช้ประโยชน์ ของเขียวที่คนไม่ต้องการ ไม่จัดเข้าในสิกขาบทนี้<br />
๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ บ้วน<br />
เขฬะ ลงในน้ำ<br />
น้ำในที่นี้ หมายเอา น้ำที่เขาต้องใช้สอย น้ำที่ไม่มีคนใช้ ไม่เป็นอาบัติ</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/19/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%93-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กัณฑ์ที่ ๙ อธิกรณสมถะ ๗</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/22/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b0-%e0%b9%97.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/22/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b0-%e0%b9%97.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 12:29:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[กัณฑ์ที่ ๙ อธิกรณสมถะ ๗ ความหมาย อธิกรณสมถะ คือ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ ธรรมที่ยังอธิกรณ์ให้สงบ หรือ วิธีระงับอธิกรณ์ อธิกรณ์ คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว สงฆ์จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อย แบ่งเป็น ๔ ประเภท คือ ๑. วิวาทาธิกรณ์ คือ เรื่องที่ภิกษุโต้เถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ว่าถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ วิวาทธิกรณ์นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สงฆ์ต้องประชุมตัดสินชี้ขาดว่าจริงหรือไม่จริง ถูกหรือผิด เพื่อให้ภิกษุมีความเข้าใจและนำไปปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน ๒. อนุวาทาธิกรณ์ คือ เรื่องที่ภิกษุโจท (หรือกล่าวหา) กันด้วยอาบัติ การโจทกันด้วยอาบัตินี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ทำแก่ภิกษุผู้ไม่มียางอาย คือ ต้องอาบัติแล้ววางเฉยเสีย เพื่อให้สงฆ์วินิจฉัยปรับโทษตามอาบัติ อนุวาทาธิกรณ์นี้ เมื่อเกิด ขึ้นแล้ว สงฆ์จะต้องวินิจฉัยว่าจริงตามที่โจทหรือไม่ ๓. อาปัตตาธิกรณ์ คือ เรื่องที่ว่าด้วยการต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และวิธีการออกจากอาบัติ เป็นเรื่องที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติจะต้องทำคืน กล่าวคือ ทำตัวเองให้พ้นจากอาบัติ โดยการแสดงอาบัติบ้าง อยู่กรรมบ้าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กัณฑ์ที่ ๙ อธิกรณสมถะ ๗</strong><br />
ความหมาย<br />
อธิกรณสมถะ คือ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ ธรรมที่ยังอธิกรณ์ให้สงบ หรือ<br />
วิธีระงับอธิกรณ์<br />
อธิกรณ์ คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว สงฆ์จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อย แบ่งเป็น ๔<br />
ประเภท คือ<br />
๑. วิวาทาธิกรณ์ คือ เรื่องที่ภิกษุโต้เถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ว่าถูกหรือผิด<br />
ใช่หรือไม่ใช่<br />
วิวาทธิกรณ์นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สงฆ์ต้องประชุมตัดสินชี้ขาดว่าจริงหรือไม่จริง ถูกหรือผิด<br />
เพื่อให้ภิกษุมีความเข้าใจและนำไปปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน<br />
๒. อนุวาทาธิกรณ์ คือ เรื่องที่ภิกษุโจท (หรือกล่าวหา) กันด้วยอาบัติ<br />
การโจทกันด้วยอาบัตินี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ทำแก่ภิกษุผู้ไม่มียางอาย คือ<br />
ต้องอาบัติแล้ววางเฉยเสีย เพื่อให้สงฆ์วินิจฉัยปรับโทษตามอาบัติ อนุวาทาธิกรณ์นี้ เมื่อเกิด</p>
<p><span id="more-22"></span><br />
ขึ้นแล้ว สงฆ์จะต้องวินิจฉัยว่าจริงตามที่โจทหรือไม่<br />
๓. อาปัตตาธิกรณ์ คือ เรื่องที่ว่าด้วยการต้องอาบัติ<br />
การปรับอาบัติ และวิธีการออกจากอาบัติ เป็นเรื่องที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติจะต้องทำคืน<br />
กล่าวคือ ทำตัวเองให้พ้นจากอาบัติ โดยการแสดงอาบัติบ้าง อยู่กรรมบ้าง ลาสิกขาบ้าง ตาม<br />
โทษแห่งอาบัติที่ตนล่วงละเมิด<br />
๔. กิจจาธิกรณ์ คือ เรื่องที่เกี่ยวกับกิจต่าง ๆ ของพระสงฆ์ เช่น การให้อุปสมบท<br />
การกรานกฐิน การลงอุโบสถ เป็นต้น<br />
กิจจาธิกรณ์นี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สงฆ์จะต้องทำให้เสร็จ<br />
อธิกรณ์ทั้ง ๔ นี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เป็นหน้าที่ของสงฆ์ที่ต้องจัดต้องทำแก้ไขให้เรียบร้อย<br />
และให้ถูกต้องตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ที่เรียกว่า อธิกรณสมถะ ๗ ประการ ดังนี้<br />
๑. สัมมุขาวินัย คือ วิธีระงับในที่พร้อมหน้า ได้แก่ การระงับที่พร้อมด้วยองค์ ๔</p>
<p>ประการ คือ<br />
๑) สงฆ์ประชุมกันครบกำหนด (พร้อมหน้าสงฆ์)<br />
๒) บุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น (พร้อมหน้าบุคคล)<br />
๓) ยกเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วมาวินิจฉัย (พร้อมหน้าวัตถุ)<br />
๔) ผลการวินิจฉัยถูกต้องตามพระธรรมวินัย (พร้อมหน้าธรรม)</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/22/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b0-%e0%b9%97.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัมมุขาวินัยใช้ระงับอธิกรณ์ได้ทุกเรื่อง</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/24/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%87%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%98.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/24/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%87%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%98.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 12:30:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[สัมมุขาวินัยใช้ระงับอธิกรณ์ได้ทุกเรื่อง ๒. สติวินัย คือ วิธีระงับโดยยกสติขึ้นเป็นหลัก กล่าวคือ สวดประกาศให้สมมติ แด่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ เป็นผู้ได้รับการยกเว้นจากอาบัติทุก ๆ อย่าง เพื่อระงับ อนุวาทาธิกรณ์ในกรณีที่มีผู้โจทด้วยอาบัติที่เธอล่วงละเมิดในขณะเป็นบ้า ๓. อมูฬหวินัย คือ วิธีระงับโดยการสวดประกาศสมมติให้แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ในกรณีที่มีผู้โจทด้วยอาบัติที่เธอล่วงละเมิดในขณะเป็นบ้า ๔. ปฏิญญาตกรณะ คือ วิธีระงับตามคำรับสารภาพของจำเลย กล่าวคือ จำเลย ยอมรับสารภาพว่าต้องอาบัติเช่นใด ก็ให้ปรับอาบัติตามที่รับ การปลงอาบัติ จัดเป็น ปฎิญญาตกรณะด้วยวิธีนี้ ใช้ระงับเฉพาะอาปัตตาธิกรณ์ ๕. เยภุยยสิกา คือ วิธีระงับด้วยถือเสียงข้างมาก คือ ตัดสินตามเสียงข้างมาก (ระบบประชาธิปไตย) สงฆ์จะใช้วิธีนี้ในกรณีที่บุคคลหลายฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ๖. ตัสสปาปิยสิกา คือ กิริยาที่ลงโทษแก่ผู้ผิด หรือ วิธีระงับด้วยการลงโทษแก่ผู้ ทำผิดจริง ซึ่งเบื้องต้น ไม่ยอมรับ ต่อเมื่อพิจารณาตัดสินแล้วจึงยอมรับ เป็นวิธีเพิ่มโทษแก่ภิกษุ ผู้ประพฤติผิดอีกโสดหนึ่งจากความผิดเดิม เช่นเดียวกับคนทำความผิดหลายครั้ง ต้องรับโทษ เพิ่มตามกฎหมายของบ้านเมือง ๗. ติณวัตถารกวินัย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สัมมุขาวินัยใช้ระงับอธิกรณ์ได้ทุกเรื่อง</strong><br />
๒. สติวินัย คือ วิธีระงับโดยยกสติขึ้นเป็นหลัก กล่าวคือ สวดประกาศให้สมมติ<br />
แด่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ เป็นผู้ได้รับการยกเว้นจากอาบัติทุก ๆ อย่าง เพื่อระงับ<br />
อนุวาทาธิกรณ์ในกรณีที่มีผู้โจทด้วยอาบัติที่เธอล่วงละเมิดในขณะเป็นบ้า<br />
๓. อมูฬหวินัย คือ วิธีระงับโดยการสวดประกาศสมมติให้แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว<br />
เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ในกรณีที่มีผู้โจทด้วยอาบัติที่เธอล่วงละเมิดในขณะเป็นบ้า<br />
๔. ปฏิญญาตกรณะ คือ วิธีระงับตามคำรับสารภาพของจำเลย กล่าวคือ จำเลย<br />
ยอมรับสารภาพว่าต้องอาบัติเช่นใด ก็ให้ปรับอาบัติตามที่รับ การปลงอาบัติ จัดเป็น<br />
ปฎิญญาตกรณะด้วยวิธีนี้ ใช้ระงับเฉพาะอาปัตตาธิกรณ์<br />
๕. เยภุยยสิกา คือ วิธีระงับด้วยถือเสียงข้างมาก คือ ตัดสินตามเสียงข้างมาก<br />
(ระบบประชาธิปไตย) สงฆ์จะใช้วิธีนี้ในกรณีที่บุคคลหลายฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน<br />
๖. ตัสสปาปิยสิกา คือ กิริยาที่ลงโทษแก่ผู้ผิด หรือ วิธีระงับด้วยการลงโทษแก่ผู้<br />
ทำผิดจริง ซึ่งเบื้องต้น ไม่ยอมรับ ต่อเมื่อพิจารณาตัดสินแล้วจึงยอมรับ เป็นวิธีเพิ่มโทษแก่ภิกษุ<br />
ผู้ประพฤติผิดอีกโสดหนึ่งจากความผิดเดิม เช่นเดียวกับคนทำความผิดหลายครั้ง ต้องรับโทษ<br />
เพิ่มตามกฎหมายของบ้านเมือง</p>
<p><span id="more-24"></span><br />
๗. ติณวัตถารกวินัย คือ ระเบียบดังกลบไว้ด้วยหญ้า หรือ วิธีระงับดุจใช้หญ้า<br />
กลบไว้ในลักษณะแบบประนีประนอม ได้แก่ กิริยาที่ให้ประนีประนอมกันทั้งสองฝ่าย<br />
ไม่ต้องชำระสางหาความ เดิมวิธีนี้ สำหรับใช้ในเรื่องที่ยุ่งยากและเป็นเรื่องสำคัญอันจะเป็น<br />
เครื่องกระทบกระเทือนไปทั่ว เช่น เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพีแตกสามัคคีกันเป็นตัวอย่าง<br />
วิธีระงับอธิกรณ์<br />
อธิกรณสมถะ ๗ อย่างนี้ ท่านกำหนดให้ใช้ระงับอธิกรณ์ ๔ อย่างได้ ดังนี้<br />
สัมมุขาวินัย ใช้ระงับอธิกรณ์ได้ทั้ง ๔ อย่าง<br />
สติวินัย อมูฬหวินัย และตัสสปาปิยสิกา ใช้ระงับเฉพาะอนุวาทาธิกรณ์<br />
ปฏิญญาตกรณะ และติณวัตถารกวินัย ใช้ระงับอาปัตตาธิกรณ์และอนุวาทาธิกรณ์<br />
เยภุยยสิกา ใช้ระงับเฉพาะวิวาทาธิกรณ์</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/24/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%87%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%98.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กัณฑ์ที่ ๑๐ มาตรา</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/26/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/26/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 12:31:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=26</guid>
		<description><![CDATA[กัณฑ์ที่ ๑๐ มาตรา ความหมาย กิริยากำหนดประมาณ เรียกว่า มาตรา ในพระวินัยบัญญัติมีบางสิกขาระบุถึงมาตรา ไว้ ซึ่งในวินัยมุขท่านแจกเป็น ๕ ประเภท คือ ๑) มาตราเวลา ๒) มาตราวัด ๓) มาตราตวง ๔) มาตราชั่ง ๕) มาตรารูปิยะ มาตราเวลา : หลักแห่งมาตรา กำหนดเอาการเวียนแห่งพระอาทิตย์รอบโลก ครั้งหนึ่ง เป็นวันหนึ่ง นับตั้งแต่เห็นแสงอาทิตย์เรื่อ ๆ ซึ่งเรียกว่า อรุณ มีทั้งวิธีกระจายออก และวิธีผนวกเข้า จะกล่าวเฉพาะวิธีหลังกำหนดตามโคจรแห่งพระจันทร์ ดังนี้ ๑๕ วันบ้าง ๑๔ วันบ้าง เป็น ๑ ปักษ์ ๒ ปักษ์ เป็น ๑ เดือน ๔ เดือน เป็น ๑ ฤดู ๓ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กัณฑ์ที่ ๑๐ มาตรา</strong><br />
ความหมาย<br />
กิริยากำหนดประมาณ เรียกว่า มาตรา ในพระวินัยบัญญัติมีบางสิกขาระบุถึงมาตรา<br />
ไว้ ซึ่งในวินัยมุขท่านแจกเป็น ๕ ประเภท คือ<br />
๑) มาตราเวลา<br />
๒) มาตราวัด<br />
๓) มาตราตวง<br />
๔) มาตราชั่ง<br />
๕) มาตรารูปิยะ<br />
มาตราเวลา : หลักแห่งมาตรา กำหนดเอาการเวียนแห่งพระอาทิตย์รอบโลก ครั้งหนึ่ง<br />
เป็นวันหนึ่ง นับตั้งแต่เห็นแสงอาทิตย์เรื่อ ๆ ซึ่งเรียกว่า อรุณ มีทั้งวิธีกระจายออก<br />
และวิธีผนวกเข้า จะกล่าวเฉพาะวิธีหลังกำหนดตามโคจรแห่งพระจันทร์ ดังนี้<br />
๑๕ วันบ้าง ๑๔ วันบ้าง เป็น ๑ ปักษ์<br />
๒ ปักษ์ เป็น ๑ เดือน<br />
๔ เดือน เป็น ๑ ฤดู<br />
๓ ฤดู เป็น ๑ ปี</p>
<p><span id="more-26"></span><br />
คำอธิบาย<br />
พระจันทร์โคจรรอบโลก ๑ หน ใน ๒๙ วันครึ่ง จะนับ ๒๙ วันเป็น ๑ เดือน<br />
ก็หย่อนไป จะนับ ๓๐ วันเป็นเดือนก็ยิ่งไป จึงต้องนับ ๕๙ วัน เป็น ๒ เดือน แล้วแบ่ง<br />
เดือนหนึ่งให้มี ๓๐ วัน อีกเดือนหนึ่งให้มี ๒๙ วัน เพราะเหตุนั้น ปักษ์หนึ่งจึงมี ๑๕ วันบ้าง<br />
๑๔ วันบ้าง<br />
ในชั่วพระจันทร์โคจรรอบโลกนั้น ถึงจักรราศีห่างจากพระอาทิตย์ออกเพียงใด ก็ยิ่ง<br />
สว่างขึ้นเพียงนั้น จนแลเห็นสว่างเต็มดวง เรียกว่า พระจันทร์เพ็ญ วันที่พระจันทร์สว่างเต็มดวง<br />
เรียกว่า วันปุรณมี หรือ วันเพ็ญ ส่วนปักษ์ที่พระจันทร์โคจรห่างจากพระอาทิตย์ เรียก<br />
ศุกลปักษ์ แปลว่า ซีกมืด<br />
๒ ปักษ์นับเป็น ๑ เดือน</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/26/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เดือนนั้น ตั้งชื่อตามดาวฤกษ์ ที่ว่าพระจันทร์โคจรถึงวันเพ็ญเวลาเที่ยงคืน</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/28/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/28/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 12:32:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=28</guid>
		<description><![CDATA[เดือนนั้น ตั้งชื่อตามดาวฤกษ์ ที่ว่าพระจันทร์โคจรถึงวันเพ็ญเวลาเที่ยงคืน ดังนี้ เดือนทั้ง ๑๒ มีชื่อเรียกอย่างนี้ มาคสิรมาส เดือน ๑ (อ้าย) ปุสสมาส เดือน ๒ (ยี่) มาฆมาส เดือน ๓ ผัคคุณมาส เดือน ๔ จิตตมาส เดือน ๕ เวสาขมาส หรือวิสาขมาส เดือน ๖ เชฏฐมาส เดือน ๗ อาสาฬหมาส เดือน ๘ สาวนมาส เดือน ๙ ภัททปทมาส เดือน ๑๐ อัสสยุชมาส หรือปฐมกัตติกมาส เดือน ๑๑ กัตติกมาส เดือน ๑๒ ฤดู ๓ มีชื่ออย่างนี้ ๑. เหมันตฤดู ฤดูหนาว นับแต่เดือนมาคสิระ (แรม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เดือนนั้น ตั้งชื่อตามดาวฤกษ์ ที่ว่าพระจันทร์โคจรถึงวันเพ็ญเวลาเที่ยงคืน</strong> ดังนี้<br />
เดือนทั้ง ๑๒ มีชื่อเรียกอย่างนี้<br />
มาคสิรมาส เดือน ๑ (อ้าย) ปุสสมาส เดือน ๒ (ยี่)<br />
มาฆมาส เดือน ๓ ผัคคุณมาส เดือน ๔<br />
จิตตมาส เดือน ๕ เวสาขมาส หรือวิสาขมาส เดือน ๖<br />
เชฏฐมาส เดือน ๗ อาสาฬหมาส เดือน ๘<br />
สาวนมาส เดือน ๙ ภัททปทมาส เดือน ๑๐<br />
อัสสยุชมาส หรือปฐมกัตติกมาส เดือน ๑๑ กัตติกมาส เดือน ๑๒<br />
ฤดู ๓ มีชื่ออย่างนี้</p>
<p><span id="more-28"></span><br />
๑. เหมันตฤดู ฤดูหนาว นับแต่เดือนมาคสิระ (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒)<br />
๒. คิมหฤดู หรือคิมหันตฤดู ฤดูร้อน นับแต่เดือนจิตตะ (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔)<br />
๓. วัสสานฤดู หรือวัสสนันตฤดู ฤดูฝน นับแต่เดือนสาวนะ (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘)<br />
ขึ้นต้นปี เมื่อถึงเดือนมาคสิระต้นฤดูหนาว ไม่ได้นับศก เป็นแต่สังเกตฤดูฝน เช่น<br />
การอุปสมบท ล่วงฤดูฝนได้เท่าใด ก็นับว่าได้เท่านั้นฝน คือ พรรษา นับกาลตามลำพัง<br />
จันทรคติไม่ได้ เพราะความเป็นไปแห่งธรรมดา เช่น ฝนชุก แห้งผาก ผลไม้เผล็ด อิงสุริยคติ<br />
ทั้งนั้น ถ้านับตามจันทรคติเสมอไป ฝนตกก็ดี ว่างฝนก็ดี ผลไม้เผล็ดก็ดี ย่อมจะโย้ไม่ตรงฤดู<br />
เพราะฉะนั้น จึงต้องนับจันทรคติให้อิงสุริยคติด้วย</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/28/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระจันทร์โคจรรอบโลกได้ ๑๒ รอบ จัดว่าปี ๑ คือ ๑๒ เดือน นับวันได้ ๓๕๔ วัน</title>
		<link>http://navakovartvinaya.com/32/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89.html</link>
		<comments>http://navakovartvinaya.com/32/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 12:35:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovartvinaya.com/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[พระจันทร์โคจรรอบโลกได้ ๑๒ รอบ จัดว่าปี ๑ คือ ๑๒ เดือน นับวันได้ ๓๕๔ วัน โลกโคจรรอบพระอาทิตย์ ๑ รอบ จัดว่าปี ๑ ได้วัน ๓๖๕ วัน ๖ นาฬิกาเศษ ผิดกัน ๑๑ วันเศษ ๓ ปีเหลื่อมกันกว่าเดือน เพื่อจะไม่ให้เคลื่อนคลาดกันมากไป จึงต้องเติมเดือนพระจันทร์ขึ้น ๑ เดือน ในปีที่ ๓ บ้าง ที่ ๒ บ้าง รวมเป็น ๑๓ เดือน เดือนที่เติมขึ้นนี้เรียก อธิกมาส ในรอบ หนึ่ง คือ ๑๙ ปี คงเติมอธิกมาส ๗ ครั้ง มาตราวัด : สำหรับกำหนดระยะ คือ ห่าง ชิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พระจันทร์โคจรรอบโลกได้ ๑๒ รอบ จัดว่าปี ๑ คือ ๑๒ เดือน นับวันได้ ๓๕๔ วัน</strong><br />
โลกโคจรรอบพระอาทิตย์ ๑ รอบ จัดว่าปี ๑ ได้วัน ๓๖๕ วัน ๖ นาฬิกาเศษ ผิดกัน ๑๑ วันเศษ ๓<br />
ปีเหลื่อมกันกว่าเดือน เพื่อจะไม่ให้เคลื่อนคลาดกันมากไป จึงต้องเติมเดือนพระจันทร์ขึ้น ๑<br />
เดือน ในปีที่ ๓ บ้าง ที่ ๒ บ้าง รวมเป็น ๑๓ เดือน เดือนที่เติมขึ้นนี้เรียก อธิกมาส<br />
ในรอบ หนึ่ง คือ ๑๙ ปี คงเติมอธิกมาส ๗ ครั้ง<br />
มาตราวัด : สำหรับกำหนดระยะ คือ ห่าง ชิด สูง ต่ำ ยาว สั้น กว้าง แคบ<br />
เดิมคงใช้นิ้วเป็นหลัก ในวิธีกระจายออกไป จับเอาเล็ดข้าวเป็นหลัก ดังนี้</p>
<p><span id="more-32"></span><br />
๗ เล็ดข้าว เป็น ๑ นิ้ว ๑๒ นิ้ว เป็น ๑ คืบ<br />
๒ คืบ เป็น ๑ ศอก ๔ ศอก เป็น ๑ วา<br />
๒๕ วา เป็น ๑ อุสภะ ๘๐ อุสภะ เป็น ๑ คาวุต<br />
๔ คาวุต เป็น ๑ โยชน์<br />
อีกอย่างหนึ่งกำหนดดังนี้ ๔ ศอก เป็น ๑ ธนู / ๕๐๐ ธนู เป็น ๑ โกสะ / ๔<br />
โกสะ เป็น ๑ คาวุต / ๔ คาวุต เป็น ๑ โยชน์</p>
<p>พระจันทร์โคจรรอบโลกได้ ๑๒ รอบ จัดว่าปี ๑ คือ ๑๒ เดือน นับวันได้ ๓๕๔ วัน<br />
โลกโคจรรอบพระอาทิตย์ ๑ รอบ จัดว่าปี ๑ ได้วัน ๓๖๕ วัน ๖ นาฬิกาเศษ ผิดกัน ๑๑ วันเศษ ๓<br />
ปีเหลื่อมกันกว่าเดือน เพื่อจะไม่ให้เคลื่อนคลาดกันมากไป จึงต้องเติมเดือนพระจันทร์ขึ้น ๑<br />
เดือน ในปีที่ ๓ บ้าง ที่ ๒ บ้าง รวมเป็น ๑๓ เดือน เดือนที่เติมขึ้นนี้เรียก อธิกมาส<br />
ในรอบ หนึ่ง คือ ๑๙ ปี คงเติมอธิกมาส ๗ ครั้ง<br />
มาตราวัด : สำหรับกำหนดระยะ คือ ห่าง ชิด สูง ต่ำ ยาว สั้น กว้าง แคบ<br />
เดิมคงใช้นิ้วเป็นหลัก ในวิธีกระจายออกไป จับเอาเล็ดข้าวเป็นหลัก ดังนี้<br />
๗ เล็ดข้าว เป็น ๑ นิ้ว ๑๒ นิ้ว เป็น ๑ คืบ<br />
๒ คืบ เป็น ๑ ศอก ๔ ศอก เป็น ๑ วา<br />
๒๕ วา เป็น ๑ อุสภะ ๘๐ อุสภะ เป็น ๑ คาวุต<br />
๔ คาวุต เป็น ๑ โยชน์<br />
อีกอย่างหนึ่งกำหนดดังนี้ ๔ ศอก เป็น ๑ ธนู / ๕๐๐ ธนู เป็น ๑ โกสะ / ๔<br />
โกสะ เป็น ๑ คาวุต / ๔ คาวุต เป็น ๑ โยชน์</p>
<p>ประโยชน์ของการศึกษามาตรานี้ ก็เพื่อเป็นอุปการะในทางวินิจฉัยวินัย มาตราที่เหลือ<br />
คือ มาตราตวง มาตราชั่ง และมาตรารูปิยะ รวมถึงมาตราพิเศษ นักศึกษาผู้ต้องการความพิสดาร<br />
และความเป็นผู้ฉลาดในพระวินัย พึงศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือวินัยมุขเล่ม ๑ เถิด<br />
จบ วิชาวินัย นักธรรมชั้นตรี</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovartvinaya.com/32/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

